#ThaiPBS ตอนนี้ เถียงอะไรกันอยู่: เสียงสะท้อนโลกออนไลน์ Thai PBS ยังต้องแก้-ชี้แจงอะไรเพิ่ม

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS เป็นสื่อสาธารณะของประเทศไทย ที่ได้รับเงินบำรุง 1.5% จากภาษีสุราและยาสูบ มีเพดานกำหนดไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี 

เริ่มต้นจากกรณี ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Thai PBS และองค์กรอื่น ๆ รวม 4 องค์กร ซึ่งเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มารายได้ขององค์กรโดยตรง โดยเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ Earmarked Tax ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 

ประกอบกับกรณี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีเอกสารรายงานผลการตรวจสอบ Thai PBS หลุดออกมาสู่สาธารณะในช่วงเวลาไล่เลี่ย โดย Thai PBS ยังไม่ได้รับเอกสารการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ แม้จะได้รับเอกสารในวันต่อมาก็ตาม

ทั้งสองกรณี ได้นำมาสู่กระแสถกเถียง พูดถึง และตั้งคำถามถึง Thai PBS ในโลกโซเชียลมีเดียหลากหลายประเด็น The Active รวบรวมข้อมูลที่ปรากฏบนโลกออนไลน์และจาก Zocial Eye ซึ่งเป็นเครื่องมือ Social Listening เช่น ความจำเป็นของสื่อสาธารณะ กระบวนการแก้ไขร่างกฎหมาย รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินของ Thai PBS อย่างการจ้างผลิตรายการเฉพาะเจาะจง การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรในอัตราที่สูง หรือกรณีการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหาร

ThaiPBS

หมายเหตุ : The Active แบ่งความเห็นในโลกออนไลน์ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความเห็นเชิงบวก ซึ่งหมายถึงเป็นความเห็นเชิงบวกต่อ Thai PBS และความเห็นเชิงลบ ซึ่งหมายถึงเป็นความเห็นเชิงลบต่อ Thai PBS ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกความเห็นเชิงลบเป็นการลดทอนคุณค่าของ Thai PBS บางความเห็นเป็นข้อวิจารณ์ที่ Thai PBS สามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาองค์กรต่อไป

คนมอง Thai PBS แบบไหน 

ภาพรวมว่าคนบนโลกออนไลน์มอง Thai PBS แบบไหน มีอะไรที่คิดว่าทำได้ดี หรือต้องปรับปรุงเพิ่มเติม

จรรยาบรรณสื่อ / หลักการสื่อสาธารณะ

ความเห็นในเชิงบวกมองว่า Thai PBS มีความเป็นอิสระ ทั้ง อิสระจากรัฐ สามารถทำงานตรวจสอบรัฐได้ และ อิสระจากกลุ่มทุน สามารถทำข่าวโดยไม่ถูกครอบงำ เพราะไม่ต้องรับเงินจากการโฆษณา เช่น การทำข่าวการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ หรือแหล่งมลพิษอุตสาหกรรมต่าง ๆ

แถลงการณ์ของ Thai PBS เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 เรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ ระบุว่า “ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้เป็นรูปแบบใด ส.ส.ท. ขอยืนยันในหลักการอันเป็นรากฐานสำคัญว่า ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำ ของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุคใดยุคหนึ่ง” 

ในขณะที่ความเห็นในเชิงลบมองว่า Thai PBS ยังขาดจรรยาบรรณสื่อ รายงานข่าวที่เป็นเท็จ เช่น กรณีรายงานข่าวปลากุเลาเค็มตากใบ เมื่อปี 2565 (แม้จะมีการแถลงแสดงความรับผิดชอบในเวลาต่อมา) รวมถึงมองว่าด้วยบทบาทของ Thai PBS ที่เป็นสื่อสาธารณะ จึงมีความจำเป็นต้องรายงานข่าวให้รอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง 

เช่น นพพร วงศ์อนันต์ ระบุผ่าน Facebook เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2569 ยกตัวอย่างกรณี BBC ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะเหมือนกัน เมื่อพบกรณีอื้อฉาวในองค์กร ก็มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับตัวเองอย่างรอบด้าน เช่น การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายที่ตำหนิการกระทำของ BBC และคำชี้แจงของผู้บริหารบีบีซีที่ให้ประธานบอร์ดออกหน้า ซึ่งนพพรระบุว่า ยังไม่พบในกรณีของ Thai PBS ที่มีแต่การรายงานของเวทีผู้สนับสนุน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่พบการรายงานข่าวที่วิเคราะห์โครงสร้างองค์กร หรือตั้งคำถามกับการวิธีการบริหารบุคคลในองค์กร รวมถึงเน้นย้ำการแบ่งให้ชัดเจนระหว่างข่าวประชาสัมพันธ์กับข่าวเพื่อสาธารณะ

เนื้อหา

ความเห็นในเชิงบวกมองว่า Thai PBS มีรายการที่หลากหลาย เช่น รายการเด็ก วิทยาศาสตร์ อวกาศ ธรรมชาติ กีฬาพื้นบ้าน ปัญหาสังคม รวมถึงสารคดี นอกจากนี้ยังมีการมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้คนชายขอบหรือกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ในสังคม

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ระบุผ่าน Facebook เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ว่า อีกหนึ่งบทบาทที่สะท้อนความหมายของคำว่า “สื่อสาธารณะ” ได้ชัดเจนที่สุด คือการทำงานในช่วงเวลาที่สังคมเผชิญวิกฤตและภัยพิบัติ จากการรายงานข่าวสู่การบริการสาธารณะในยามวิกฤต เช่น มหาอุทกภัย ปี 2554, โควิด-19 ปี 2563-2565 หรือมหาอุทกภัยภาคใต้ ปี 2569

ในขณะที่ความเห็นในเชิงลบ ระบุว่า Thai PBS รายงานข่าวไม่เป็นกลาง มีความเอนเอียง เลือกข้าง โดยมีการใช้คำว่า “สื่อ NGO” ใช้ในแง่ลบ สะท้อนการเป็นกระบอกเสียงให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGOs) ต่าง ๆ หรือการใช้คำว่า “Thai BRN” มองว่า Thai PBS สนับสนุนและเป็นกระบอกเสียให้ขบวนการ BRN (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani หรือแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี) รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน รวมถึงคำว่า “พิธีกรส้ม” มองว่าพิธีกรบางคนเลือกข้างเชียร์พรรคการเมืองสีส้ม ซึ่งคือพรรคประชาชนอย่างชัดเจน

ปฏิรูป หรือ ยุบทิ้ง ?

ความเห็นในเชิงบวกแนะนำให้ Thai PBS ใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปและตรวจสอบตัวเองในกรณีข้อกล่าวหาต่าง ๆ อย่างเข้มข้น เนื่องจากเป็นสื่อที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐอื่น ๆ ก็ควรที่จะต้องตรวจสอบตัวเองด้วยเช่นกัน

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ระบุผ่าน Facebook เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2569 ถึง Road Map ปฏิรูป Thai PBS ในช่วงปี 2570 – 2572 เช่น ยกระดับระบบรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนต่าง ๆ, ผลักดัน One Content, Multi-Platform ขยายการใช้ One Archive และ AI Platform, ยกระดับบทบาท VIPA ให้เป็น National Streaming Platform, การลดขนาดองค์กร, การปฏิรูปต้องวัดผลได้ และประชาชนต้องตรวจสอบได้ ฯลฯ

ในขณะที่ความเห็นในเชิงลบ มีข้อเสนอแนะนำให้ยุบ Thai PBS ไปเลย ด้วยมองว่าภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะ รวมถึงเปลืองภาษี

กรณีเสนอแก้กฎหมาย โดยศุภชัย ใจสมุทร

จากกรณี ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ 4 องค์กร ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) นำมาสู่การถกเถียงในหลายประเด็น ดังนี้

การแก้กฎหมายรักษาวินัยการเงินการคลัง

ความเห็นเชิงบวกมองว่า รัฐไม่ควรเปลี่ยนที่มาของงบฯ เพราะจะเพิ่มภาระงบฯ และจะกระทบความเป็นสื่อสาธารณะ 

สฤณี อาชวานันทกุล โพสต์ผ่าน Facebook วันที่ 1 ต.ค. 2569 ระบุว่า Thai PBS มีปัญหาหลายอย่างจริง แต่การแก้กฎหมายเรื่องเงินตามที่ศุภชัยเสนอมา ไม่ได้ช่วยแก้ไขของ Thai PBS ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการแปลงร่าง Thai PBS จากสื่อสาธารณะมาเป็นสื่อของรัฐอีกช่องหนึ่ง

สอดคล้องกับ ศ.อธิภัทร มุทิตาเจริญ นักเศรษฐศาสตร์การคลัง ที่มองว่า การยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีเหล้าบุหรี่ของ 4 องค์กร และให้รับงบประมาณแทน ไม่ได้ช่วยวินัยการคลังดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หากยังขาดการประเมินความคุ้มค่าและผลลัพธ์การใช้เงิน พร้อมเสนอ 3 เกณฑ์พิจารณารายหน่วยงาน ทั้งความจำเป็น ความต่อเนื่อง และความเชื่อมโยงของเงินกับภารกิจ

แถลงการณ์ของ Thai PBS เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 เรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ ระบุว่า “การพิจารณาปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ ส.ส.ท. จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันอย่างน้อยสองหลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่พึงเน้นย้ำหลักการหนึ่งได้รับการคุ้มครองจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากจะเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ ส.ส.ท. ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำเป็นต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่แน่ชัดว่า กระบวนการจัดสรร การพิจารณา ตลอดจนการปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณ จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาชีพและเสรีภาพของบรรณาธิการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

ในขณะที่ความเห็นเชิงลบ มีทิศทางที่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลภูมิใจไทย เพราะ Thai PBS ใช้งบประมาณแต่ละปีเยอะเกินไป

กระบวนการแก้กฎหมาย

ความเห็นเชิงบวก มีการเชิญชวนลงชื่อไม่เห็นด้วยในการรับฟังความเห็นร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ 

ในอีกด้านหนึ่ง ก็พบปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการรับฟังความเห็น มีการตรวจสอบพบว่า ในช่วงที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปแสดงความเห็น มีบางช่วงที่เว็บไซต์เสนอความเห็นล่ม โดยเฉพาะช่วงรอยต่อระหว่างคืนวันที่ 13 และ 14 ต.ค. 2569 ที่เมื่อดูข้อมูลการลงคะแนนรายสองชั่วโมงจะพบว่า ช่วงประมาณ 23.00 น. ของคืนวันที่ 13 ต.ค. เมื่อทิศทางของจำนวนผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมาย Thai PBS มีจำนวนเพิ่มขึ้น ระบบเว็บไซต์มีปัญหาไม่สามารถให้ความเห็นได้ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 14 ต.ค. เมื่อเว็บไซต์กลับมาใช้งานได้ตามปกติ พบว่ามีจำนวนผู้ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ผู้ใช้ Facebook ชื่อ Ganit Seesuwan พบว่า เว็บไซต์ยังเปิดให้แสดงความเห็นได้ แม้เลยวันที่ 14 ต.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายไปแล้วก็ตาม และยังพบว่าการโหวต “เห็นด้วย” เพิ่มขึ้นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอทั้งก่อนและหลังเว็บล่ม รวมถึงมีการโหวตมากขึ้นตอนช่วงเวลาตี 5

การบริหาร-การใช้ระเบียบข้อบังคับ 

อีกหนึ่งคำถามใหญ่ของสังคมที่ถามมาถึง Thai PBS คือเรื่องที่ สตง. เข้ามาตรวจสอบ ทั้งการจ้างที่แพง การจ้างแบบเฉพาะเจาะจง 

การจ้างบุคคล / หน่วยงานภายนอก

ความเห็นเชิงบวกมองว่า การจ้างบางรายการแม้แพง แต่ก็สมเหตุสมผล เช่น กรุณา บัวคำศรี โพสต์ผ่าน Facebook เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 ถึงรายการ FLASHPOINT จุดร้อนโลก ที่ได้รับค่าผลิตตอนละ 230,000 บาท เพราะซื้อภาพถูกลิขสิทธิ์และลงพื้นต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

ในขณะที่สังคมก็ยังมีคำถามถึงการจ้างบุคคลของ Thai PBS ที่อาจจะยังไม่ได้รับคำตอบมากนัก เช่น การจ่ายค่าตัวพิธีกรในอัตราที่สูง (โดยเฉพาะรายการคุยให้คิด ที่มีค่าจ้างพิธีกรรวมกันเฉลี่ยตอนละ 110,000 บาท) ซึ่งสูงเมื่อเทียบกับค่าแรงนักข่าวในองค์กร รวมถึงการเปิดเผยค่าจ้างพิธีกรภายนอกรายอื่น ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง

การจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ที่นำมาสู่การตั้งคำถามว่าไม่ยุติธรรมกับคนอื่น ๆ และคำถามถึงการจ้างอินฟลูฯ ว่ามาเพื่อทำ IO ให้ Thai PBS หรือไม่ 

ซึ่งภายหลัง อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ประกาศทบทวนและยกเลิกสัญญาการจ้างในเวลาต่อมา โดยให้เหตุผลว่า เป็นการทบทวนแนวทางการดำเนินงานและการพิจารณาความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากรอย่างรอบคอบ ภายหลังการหารือร่วมกันระหว่าง Thai PBS และผู้รับจ้าง โดยทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันถึงความจำเป็นในการยุติโครงการจัดจ้างครั้งนี้

ผลสัมฤทธิ์ (ยอดคนดู) 

ความเห็นในเชิงบวกบางส่วนมองว่า Thai PBS มียอดดูไม่ได้น้อย เช่น กรุณา บัวคำศรี โพสต์ผ่าน Facebook เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 ถึงรายการ FLASHPOINT จุดร้อนโลก ว่า ทุกตอนมียอดดูหลักแสนวิว และหลายตอนมียอดดูทะลุล้านวิว และมองว่าเห็นด้วยว่าต้องมีการปฏิรูปองค์กร แต่หลักของสื่อสาธารณะต้องอยู่

บางความเห็นเข้าใจว่า Thai PBS มีเนื้อหาส่วนใหญ่จริงจัง ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมการเสพสื่อ ทำให้บางรายการอาจมียอดคนดูน้อย

ความเห็นเชิงลบบางส่วนมองว่า ภาพรวม Thai PBS มียอดคนดูน้อยและไม่คุ้มค่า เช่น การรายงานข่าวของ News1 เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ที่ระบุว่า Cross Platform Rating เดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 0.106 หรือคิดคร่าว ๆ เป็นผู้ชมเฉลี่ยราว 6 หมื่นคน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง บางช่วงอาจมากกว่าและบางช่วงอาจต่ำกว่านี้ 

การเบิกจ่าย 

หนึ่งในกรณีที่ถูกตั้งคำถาม คือ การใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารทั้งที่ได้รับเงินค่าเดินทางเฉพาะอยู่แล้ว โดยความเห็นในเชิงบวก ระบุว่า อาจจะต้องดูรายกรณี หากใช้รถส่วนกลางแล้วประหยัดค่าใช้จ่ายหรือใช้ทรัพยากรน้อยกว่าก็อาจจะดีกว่า เช่น กรณีผู้บริหารไปปฏิบัติงาน แล้วมีทีมงานไปด้วย หรือเดินทางหลายคน ก็ใช้รถส่วนกลางไปด้วยกัน แทนที่จะต้องขับรถไปคนละคันกัน

ความเห็นในเชิงลบ สะท้อนว่า กระบวนการการเบิกจ่ายไร้ระเบียบ และพูดถึงกรณีผู้บริหารใช้รถส่วนกลาง ทั้งที่ได้รับค่าเดินทางเฉพาะอยู่แล้ว

สถานะการจ้างงาน 

ความเห็นเชิงบวกมองว่า Thai PBS มีความพยายามปรับโครงสร้างบุคลากรเพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และอาจนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน

ความเห็นในเชิงลบมองว่า Thai PBS มีการจ้างหลายรูปแบบ สร้างความไม่เท่าเทียมทั้งสวัสดิการและค่าจ้าง และมีการเล่นพรรคเล่นพวกภายใน

กรณีอื่น ๆ

ข้อขัดแย้ง สตง. – Thai PBS กรณีตึก สตง. ถล่ม

ความเห็นในเชิงบวก จากรณี Thai PBS รายงานข่าวเรื่องตึก สตง. ถล่มครบรอบ 1 ปี ทำให้ สตง. ส่งหนังสือ ถึง Thai PBS ระบุว่า การตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวมีลักษณะชี้นำสังคม นำไปสู่การตั้งคำถามว่า การตรวจสอบของ สตง. ในเวลานี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ Thai PBS ทำข่าวเรื่องตึก สตง. หรือไม่

ความเห็นในเชิงลบ เช่น ธีรัตถ์ รัตนเสวี ระบุผ่าน Facebook ตั้งคำถามว่า ทำไม Thai PBS ถึงเพิ่งมาเปิดเผยหนังสือที่ สตง. ส่งให้ ทั้งที่ได้รับเอกสารนี้มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 แต่เลือกที่จะมาเปิดเผยวันที่ สตง. เล่นงาน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

เอกสารหลุด 

มีการตั้งคำถามว่า ทำไม เอกสาร สตง. ถึงหลุดให้สื่ออื่น ๆ ก่อนส่งให้ Thai PBS และเนื้อหาเอกสารที่หลุดที่ปรากฏในสื่อคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ สตง. แถลงในวันที่ 14 ต.ค. 2569

ปฏิบัติการ IO ?

วันเสาร์ แสงมณี โพสต์ผ่าน Facebook ระบุถึงสัญญาณของปฏิบัติการ IO ปลุกกระแสยุบ Thai PBS เช่น ข้อความ “ยุบเถอะครับไทยพีบีเอส…#สื่อสาธารณะไม่มีอยู่จริง” 

ปฏิกิริยาหลังแถลงข่าว 14 ต.ค. 2569

ความเห็นเชิงบวก ตั้งคำถามว่า สตง. ได้ตรวจสอบตัวเองหรือไม่ เหมือนที่ตรวจสอบ Thai PBS เช่น กรณีตึก สตง. ถล่ม

ในขณะที่ความเห็นด้านลบมองว่า Thai PBS ยังไม่ได้ให้คำตอบเรื่องการทุจริตหรือประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างอย่างชัดเจน รวมถึงกรณีดังกล่าวก็ยังไม่ไว้วางใจทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล, สตง. หรือ Thai PBS นอกจากนี้ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนักข่าวภาคสนามที่ติดตามการแถลงข่าวของผู้บริหาร Thai PBS ในวันดังกล่าว ถึงกรณีการเปรียบเทียบเรื่องค่าจ้างที่มีราคาสูง กับการจ้างดาราหรือนักแสดงนำกับนักแสดงประกอบ

การแถลงและชี้แจงอย่างเป็นทางการของ Thai PBS

2 ต.ค. 2569
ถ้อยแถลง ส.ส.ท. เรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ

8 ต.ค. 2569
ไทยพีบีเอส แจง สตง. ยังไม่แจ้งผลตรวจ ย้ำไม่ใช่คำชี้มูลความผิด พร้อมปรับปรุงตามคำแนะนำ

10 ต.ค. 2569
ไทยพีบีเอส ตั้งคำถามกระบวนการทำงาน สตง. เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่

14 ต.ค. 2569
ไทยพีบีเอสแถลงชี้แจงต่อกรณีการยื่นแก้กฎหมายและประเด็นข่าวที่เกิดขึ้น


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active