เสนอเร่งปฏิรูประบบราชการ ลดรายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้นจนเบียดบังงบฯ ลงทุน ชี้ ปัญหาคอร์รัปชัน ขั้นตอนราชการสร้างต้นทุนแฝงให้ภาคธุรกิจ กระทบการลงทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก แนะ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ลดรายจ่าย และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินรัฐสร้างรายได้
วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแนวทางการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณในปัจจุบันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำในทุกด้านที่สามารถทำได้ โดยประเด็นแรก คือ การปฏิรูประบบภาษีและการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐอย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและบริหารจัดการภาษีได้อีกมาก ขณะที่ระบบภาษีในปัจจุบันยังมีช่องโหว่อยู่พอสมควร
หากพิจารณาสัดส่วนรายได้ภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปัจจุบันจะพบว่าอยู่ที่ประมาณ 13–14% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับความต้องการใช้จ่ายของภาครัฐทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ประเด็นที่สอง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ ควบคู่กับการควบคุมและปรับลดรายจ่าย โดยเฉพาะการลดจำนวนข้าราชการและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ควรทบทวนรูปแบบการจัดสรรสวัสดิการของภาครัฐ ให้ เป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนมากขึ้น รวมถึงต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการอุดหนุนหรือให้ความช่วยเหลือแต่ละประเภทให้ชัดเจน
“รายจ่ายพวกที่เป็นสวัสดิการแบบเหวี่ยงแหเนี่ย อันนี้ต้องเลิก คือ รายจ่ายต้องเป็นรายจ่ายที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและก็มีเป้าประสงค์ชัดเจนว่าการอุดหนุน หรือการช่วยเหลือเนี่ยเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร”
วิรไท สันติประภพ
ส่วนประเด็นที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังมีการกล่าวถึงค่อนข้างน้อยในประเทศไทย คือ การบริหารจัดการทรัพย์สินของภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากทรัพย์สินเหล่านี้มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลได้อีกมาก
โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เคยมีความพยายามผลักดันการปฏิรูปในหลายด้าน ทั้งการเสนอกฎหมายเพื่อปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และการปลดล็อกข้อจำกัดของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง แต่ความพยายามดังกล่าวกลับไม่ได้รับการสานต่อ
ทั้งนี้ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการเพิ่มรายได้และลดข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เนื่องจากหากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะช่วยลดต้นทุนการใช้ชีวิตของคนไทยได้ด้วย
ขณะเดียวกัน ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐก็เป็นทรัพย์สินสำคัญที่ควรได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัจจุบันมีที่ดินของรัฐจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ หรือไม่สามารถสร้างรายได้ให้คุ้มค่ากับพื้นที่ รวมถึงมีสิ่งก่อสร้างจากโครงการภาครัฐจำนวนไม่น้อยที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง หรือไม่สามารถเปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ สัมปทานของภาครัฐยังถือเป็นทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ โดยรัฐบาลควรพิจารณาว่าจะบริหารจัดการสัมปทานต่าง ๆ อย่างไร เพื่อให้ภาครัฐได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการให้สัมปทาน
ดังนั้น การแก้ไขข้อจำกัดทางการคลังของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี การควบคุมและปรับลดรายจ่ายพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ และการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าสูงสุด
ชี้เศรษฐกิจไทยโต 4–5% ได้ หากเพิ่มผลิตภาพ-ปฏิรูปราชการ
อดีตผู้ว่า ธปท. มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสกลับไปเติบโตในระดับ 4–5% ได้ เนื่องจากหลายภาคเศรษฐกิจยังมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพ โดยเฉพาะภาคการเกษตร แต่ปัจจุบันพืชเศรษฐกิจหลักหลายชนิดของไทยยังมีผลผลิตต่อไร่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่ต้องไม่ใช่การพัฒนาการศึกษาในรูปแบบเดิม เนื่องจากเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้และทักษะรูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถทำงานในยุค AI ได้ รวมถึงส่งเสริมให้ประชากรวัยแรงงานเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของตนเองให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
อดีตผู้ว่าการ ธปท. ยังเห็นว่า อีกภาคส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก และอาจเป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยในหลายด้าน คือ ภาคราชการ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจังและเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐมีรายจ่ายประจำอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนลดน้อยลง
แม้กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ที่ผ่านมา สัดส่วนงบลงทุนกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจนใกล้ระดับขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งรัฐบาลยังจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ระบบราชการไทยยังมีข้อจำกัดหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคเอกชน ทั้งวิธีคิดของระบบราชการ ขั้นตอนการขออนุญาต การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจของประเทศไทย
โดยเฉพาะปัญหาการเรียกรับสินบน ซึ่งอาจสูงถึง 10–20% ของมูลค่าธุรกิจ ถือเป็นต้นทุนที่สูงมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากหลายภาคธุรกิจมีอัตรากำไรลดลงจนต่ำกว่า 10% แล้ว
“หากประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ ไม่เฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันมักตกเป็นเป้าหมายของการเรียกรับสินบนในกระบวนการดำเนินธุรกิจ”
วิรไท สันติประภพ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
