หลัง สพป.ตาก เขต 2 เรียกคืนเงินอุดหนุนรายหัว ชี้ ความล่าช้าในการหาความชัดเจน ทำเด็กเสี่ยงหลุดระบบการศึกษา เสนอ จัดทำแนวทางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเด็กได้กลับเข้าเรียน หากยังไร้ข้อยุติ อาจขอศาลปกครองช่วยตีความ
ศิวนุช สร้องทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยกับ The Active ถึงกรณีเด็กในค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยถูกปฏิเสธเข้าเรียนและต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน หลังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) มีประกาศเรียกคืนเงินอุดหนุนรายหัว และยังไม่มีความชัดเจนจากกระทรวงศึกษาธิการทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดการ ขณะที่เด็กยังไม่สามารถกลับไปเรียนได้
ศิวนุช กล่าวว่า จากการพูดคุยกับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับคำยืนยันว่า จะทำให้เกิดการจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในค่ายหรือนอกค่าย แต่กระบวนการจัดการภายในกระทรวงศึกษาธิการยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ระยะเวลาที่เด็กจะได้กลับเข้าโรงเรียนล่าช้าออกไปเรื่อย ๆ
อีกประเด็น คือ ความสับสนในการตีความกฎหมายและนโยบายด้านการศึกษาของไทย เพราะโดยหลักประเทศไทยมีนโยบาย “Education for All” หรือการจัดการศึกษาเพื่อทุกคน เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ และมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี รวมถึงการศึกษาต่อเนื่องอีก 3 ปี รวมเป็น 15 ปี แต่ปัจจุบันยังมีการนำมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ซึ่งกำหนดให้จัดการศึกษาสำหรับเด็กในค่ายพักพิงภายในค่ายในช่วงนั้น มาตีความใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน
“มติ ครม. ปี 2548 เป็นมติที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การจัดการค่ายในยุคนั้น แต่ปัจจุบันมีแนวคิดใหม่ที่มองว่าคนในค่ายผู้ลี้ภัยที่เราดูแลกันมากว่า 40 ปี เป็นทุนมนุษย์ที่สามารถพาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เพราะเขาก็อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ห่างไกล”
ศิวนุช สร้องทอง
ศิวนุช กล่าวว่า แนวคิดนี้จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการทำให้การศึกษาในค่ายมีมาตรฐาน ทั้งการเรียนภาษาไทยและการศึกษาที่สามารถเทียบเท่าระบบการศึกษาของไทย แต่ระหว่างที่ยังทำแบบนั้นไม่ได้ เด็กควรสามารถออกมาเรียนในโรงเรียนภายนอกค่ายได้ก่อน การตีความมติ ครม. 2548 ที่เคยมีจำเป็นต้องตีความให้สอดคล้องกับมติ ครม. วันที่ 26 ส.ค. 2568 ที่เปิดโอกาสตลาดงาน ให้ผู้ลี้ภัยสามารถออกมาทำงานนอกค่ายได้ ปัจจุบันอยู่ในช่วงของการตีความว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด
“เท่าที่ทราบจากการประชุมของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ตอนนี้กระทรวงมหาดไทย ก็เปิดประตูแล้วว่าถ้าเด็กมาเรียนเขาพร้อมที่จะทำเอกสารให้ออกนอกพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง เพราะเป็นเหตุจำเป็นด้านการศึกษา ดังนั้นโจทย์ก็เหลือแค่กระทรวงศึกษาฯ ที่จะต้องทำให้มันชัดเจนขึ้นมา การปรับมติ ครม.ใหม่เป็นเรื่องที่ดี แต่ระหว่างรอการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติ การตีความให้มติ ครม. เดิม ใช้ได้แล้วก็สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่ตัวกระทรวงศึกษาธิการเองควรรีบทำในตอนนี้”
ศิวนุช สร้องทอง
เด็กใน 19 โรงเรียนได้รับผลกระทบ เรียนต่อสะดุดก่อนขึ้น ม.1
ศิวนุช กล่าวว่า จากกรณีที่มูลนิธิกระจกเงาได้รับเรื่องโดยตรงมีเด็ก 3 คน จากทั้งหมด 46 คนที่ได้รับผลกระทบ จากโรงเรียนในพื้นที่ 19 แห่ง จากประกาศของ สพป.ตาก เขต 2 โดยเด็กกลุ่มนี้เป็นบุตรของผู้ที่หนีภัยเข้ามาในประเทศไทย และเกิดในประเทศไทย มีสูติบัตรและทะเบียนราษฎรในสถานะบุคคลไร้สัญชาติ ซึ่งเดิมเด็กเรียนระดับอนุบาลอยู่ภายในค่าย เนื่องจากในค่ายมีการจัดการศึกษาระดับอนุบาล แต่เมื่อเรียนต่อในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ครอบครัวเห็นว่าการเรียนภายในค่ายไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่มีการเรียนภาษาไทยและวุฒิการศึกษาไม่สามารถนำมาใช้ต่อภายนอกค่ายได้ เด็กจึงออกมาเรียนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และสามารถเรียนต่อเนื่องจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่เมื่อสมัครเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลับพบประกาศของ สพป.ตาก เขต 2 ที่ห้ามรับเด็กในค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยเข้าเรียน ส่งผลให้เด็กต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน
“การศึกษา” คือการลงทุนด้านความมั่นคงระยะยาว
สำหรับข้อกังวลของสังคมที่มองว่า การจัดการศึกษาให้เด็กในค่ายผู้ลี้ภัยเป็นการนำงบประมาณภาษีประชาชนไปใช้กับเด็กที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยหรือไม่นั้น หัวหน้าคลินิกกฎหมาย ระบุว่า เข้าใจในความกังวลของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาคนต่างด้าวและอาชญากรรมข้ามชาติ แต่อยากมองเรื่องนี้ควบคู่กับสถานการณ์โครงสร้างประชากรของประเทศ
“ในท้ายที่สุดเราก็ต้องกลับมายอมรับในเรื่องของความเป็นจริงว่า จำนวนประชากรวัยเยาว์ของเรา มีอัตราส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบสัดส่วนกับวัยผู้สูงอายุ ดังนั้นโดยหลักการเรามีความจำเป็นที่ต้องทำให้คนที่มีความกลมกลืนแล้ว ที่อยู่ในประเทศ มาเป็นทรัพยากรบุคคลที่จะมาเป็นแรงงานในอนาคตของประเทศไทย”
ศิวนุช สร้องทอง
ศิวนุช มองว่า หากประเทศไทยต้องการให้คนกลุ่มนี้สามารถทำงานและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างสันติ การจัดการศึกษาถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่จำเป็นในระยะยาว แนวคิดนี้เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เห็นแล้วว่า หนึ่งในสถานการณ์ของสงครามมาจากการปล่อยให้คนไม่มีการศึกษา ไม่ได้รับการอบรม ไม่ถูกปลูกฝัง ไม่ถูกทำความเข้าใจกับสังคม จนแตกแยก ไม่มีความกลมกลืนกัน
“มันอาจจะรู้สึกเหมือนว่า ทำไมต้องเอาภาษีที่เราจ่ายไปเพื่อให้คนที่เราไม่รู้ด้วยว่าเป็นใคร แต่ในความเป็นจริง การบริหารจัดการความมั่นคงของประเทศ สิทธิในการศึกษาถูกมองว่าเป็นสิทธิพื้นฐาน”
ศิวนุช สร้องทองในทางกลับกันหากเด็กที่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้รับการศึกษา พูดภาษาไทยไม่ได้ และไม่มีงานทำ ศิวนุช ชี้ว่า อาจกลายเป็นช่องว่างที่นำไปสู่ปัญหาการค้ามนุษย์หรืออาชญากรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากกว่าเดิม
Education for All ต้องดูแล “เด็กทุกคน” ไม่เลือกปฏิบัติ
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า “รัฐปล่อยให้เด็กไทยบางคนขาดโอกาสทางการศึกษาและมีปัญหาความยากจน” ศิวนุช มองว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำให้การศึกษาเข้าถึงได้สำหรับเด็กทุกคน โดยไม่ควรนำเด็กแต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน และจากแนวคิด Education for All ไม่ควรเป็นภารกิจเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ แต่ต้องมีหลายหน่วยงานร่วมกันทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อดูแลทั้งเรื่องสถานะบุคคล การเข้าถึงสิทธิ และการช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ดูแลเด็กที่มีฐานะยากจนหรือขาดโอกาสเชิงรุกมากขึ้น เพราะแม้เด็กจะมีสิทธิเรียนแต่หากครอบครัวไม่มีเงินเดินทางหรือไม่สามารถเข้าถึงทุนการศึกษา ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างแท้จริง
“เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทย ควรมีหลักฐาน มีสูติบัตร มีทะเบียนราษฎร แล้วก็สามารถถือบัตรประจำตัวประชาชนไทยได้ ถ้าเขาเป็นคนสัญชาติไทย เรื่องนี้มันควรเป็นสิ่งพื้นฐานที่เกิดขึ้น และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เมื่อพบเด็กที่ยากลำบาก ก็ควรที่จะเข้าไปดูแลในเชิงรุก ไม่ควรปล่อยให้เด็กมีแค่ Education for All คือสิทธิที่เขาจะเรียนได้ แต่ความยากจน ไม่มีค่าใช้จ่ายเดินทาง มีความลำบากในการที่เขาจะต้องไปแสวงหาทุน แนวคิดที่เราจะต้องดูแลคนสัญชาติไทย ดูแลคนทุกคนในประเทศไทยในระดับขั้นพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่ควรมี”
ศิวนุช สร้องทอง
ย้ำหาก ศธ. ยังล่าช้า เตรียมขอศาลปกครองช่วยตีความ
ศิวนุช กล่าวว่า ขณะนี้ประเด็นสิทธิในการศึกษาของเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยถูกหยิบยกขึ้นหารือในระดับวุฒิสภาแล้ว และคาดว่าจะมีกระบวนการของคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเรียกหน่วยงานต่าง ๆ มาหารือเพิ่มเติม โดยมูลนิธิกระจกเงา ยังจับตาการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ หากกระบวนการยังไม่สามารถทำให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ อาจพิจารณายื่นศาลปกครองเพื่อขอให้ช่วยตีความเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม ศิวนุช ย้ำว่า การดำเนินคดีไม่ใช่สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะเข้าใจว่าครูและโรงเรียนในพื้นที่มีความพยายามดูแลเด็กทุกคน และการที่โรงเรียนปฏิเสธการรับเด็กไม่ได้หมายความว่าครูมีเจตนาร้าย แต่เป็นผลจากการต้องปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งที่มีอยู่ และก่อนถึงขั้นตอนการฟ้องคดี ได้เตรียมลงพื้นที่เพื่อรับฟังสถานการณ์และพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องก่อน เพราะต้องการให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นโดยไม่กระทบครูหรือโรงเรียน แต่ทำให้หลักเกณฑ์ทางกฎหมายมีความชัดเจน และเด็กสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้
ศิวนุช ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทย มีค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยที่ยังดำเนินอยู่ 9 แห่ง ในพื้นที่ จ.ตาก จ.แม่ฮ่องสอน จ.กาญจนบุรี และ จ.ราชบุรี แต่ละพื้นที่พยายามผ่อนผันและดูแลให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ขณะที่กรณี จ.ตาก เขต 2 มีโรงเรียนได้รับผลกระทบแล้ว 19 แห่ง และยังต้องติดตามว่าปัญหาจะขยายไปยังพื้นที่อื่นหรือไม่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
