พรรคประชาชนปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย รวมอดีตแกนนำคนสำคัญ จากอนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน โชว์นโยบายเกษตร การศึกษา ปราบทุนเทา แก้คอร์รัปชัน เอาเงินแสนล้านมาทำสวัสดิการสังคม ‘เท้ง’ ขอกาส้มสองใบ หวัง 20 ล้านเสียง สร้างความเปลี่ยนแปลง กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ ปิดช่ององค์กรอิสระปล้นอำนาจประชาชน
6 ก.พ. 69 อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทยญี่ปุ่น (ดินแดง) ถูกใช้เป็นสถานที่ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคประชาชน ก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และ 2566 ของพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในอดีต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าร่วมฟังการปราศรัยล้นความจุของอาคาร จนต้องทำการปิดประตูเนื่องจากข้อจำกัดของสถานที่ โดยมีประชาชนรับฟังการปราศรัยผ่านจอถ่ายทอดสัญญาณบริเวณสนามหญ้าด้านนอกอาคาร
การปราศรัยเริ่มต้นด้วย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน ที่ฉายภาพของนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร จากนั้น พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค กล่าวถึงนโยบายด้านการศึกษา ด้วยการแบกกระเป๋านักเรียนที่พกเอาสิ่งของ 5 อย่าง สะท้อนปัญหาที่นักเรียนและครูต้องแบกไว้ภายใต้ระบบการศึกษาไทย
การปราศรัยช่วงแรกนี้ เน้นไปที่การเปลี่ยนประเทศผ่านนโยบายสำคัญของพรรค ยังมี วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล, รังสิมันต์ โรม และปิดท้ายด้วย รักชนก ศรีนอก
เมื่อเข้าสู่ช่วงที่สอง เป็นการปราศรัยโดยผู้ช่วยหาเสียงเริ่มด้วย พรรณิการ์ วานิช, ชัยธวัช ตุลาธน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากนั้นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทยอยขึ้นเวทีปราศรัย เริ่มจาก รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, ศิริกัญญา ตันสกุล และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้ปราศรัยคนสุดท้าย

ณัฐพงษ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาชน เริ่มต้นว่า การเมืองของประชาชนเป็นสิ่งที่เรียบง่าย มีความหมายถึงการเมืองที่เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมายอย่างแท้จริง การเมืองที่ผ่านมาเสียงของประชาชนถูกทำให้ไม่มีความหมาย เพราะนักการเมืองมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงในคูหา แปรเป็นจำนวน สส. เอาจำนวน สส. ไปต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อหาเงินเทาเงินทอนไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน
“ก่อนที่เราจะมีโอกาสมุ่งหน้าสู่สถานีถัดไป สถานีแรกที่เรามีนัดหมายกันคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถานีต่อไปคือการกาเพื่อเปลี่ยน จาก 14 ล้านเสียงเป็น 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก”

ณัฐพงษ์ ย้ำว่า การเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียงต้องสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย หรือคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ตนอยากให้ทุกคนกล้า เพื่อจุดไฟที่อยู่ในตัวลูกหลานอีกครั้ง จุดไฟแห่งความหวังของพวกเขาให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง เหมือนที่ไฟของพวกเขาเคยลุกโชนด้วยความหวังเมื่อประเทศไทยอยู่ในสถานะเสือตัวที่ห้าของเอเชีย
ตนอยากเชิญชวนทุกคนที่อยู่ในวัยทำงาน ให้กาเพื่อลูกหลาน กาเพื่อเปลี่ยนให้สังคมไทยดีกว่านี้ ให้ทุกคนที่เกิดและเติบโตมาในประเทศนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จเท่ากัน ไม่ต้องจ่ายส่วยสินบนเงินใต้โต๊ะ หรือไม่ต้องเกิดมาในครอบครัวที่รวยกว่า ถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ตนอยากขอคะแนนเสียงจากกลุ่มวัยรุ่นเยาวชนทุกคน ที่หลายคนมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต กาเพื่ออนาคตของตัวเองแล้วช่วยกันบอกต่อไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ให้ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย พร้อมย้ำว่าหมดเวลาสำหรับการแบ่งประชาชนออกเป็นกลุ่มก้อนแล้วหันมารวมพลังประชาชนให้รวมกันเป็นหนึ่ง
เขาบอกอีกว่า พรรคประชาชนมีความพร้อมอย่างยิ่งในการตั้งรัฐบาลประชาชน ไม่ว่าจะในเรื่องจุดยืนและหลักการ ผู้สมัคร ทีมบริหาร และนโยบายที่เปรียบเสมือนเป็นพิมพ์เขียวของประเทศไทย เราจะไม่เอารัฐมนตรีทุจริต เราจะไม่เอาการเมืองแบบเดิมที่ไปแบ่งโควตาแบ่งงบประมาณกันกิน เราจะไม่เอาวิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่ต่างคนต่างทำ แต่เราจะเอาภารกิจนำหน้า แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และมีความพร้อมด้านนโยบายที่เปรียบเป็นพิมพ์เขียวของประเทศกว่า 200 นโยบาย ภายใน 1 ปีแรกต้องเห็นผลลัพธ์ เราจะเริ่มทำตั้งแต่ 3 เดือนแรก และภายในหนึ่งสมัย เราจะมุ่งปราบปรามการทุจริต กู้คืนเงินของประชาชนกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อทำสวัสดิการที่คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน
“นอกจากกาส้มทั้งสองใบ อย่าลืมบัตรอีก 1 ใบ เราต้องกาเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. องค์กรอิสระ ปล้นอำนาจของประชาชนไปอีก
“8 กุมภาฯ นี้ อำนาจในปลายปากกาของทุกคนเป็นตัวกำหนด ว่าคุณจะอยู่ในประเทศไทยที่มีอนาคตแบบไหน
อนาคตที่การเมืองถูกผูกขาด เศรษฐกิจถูกผูกขาด และโอกาสของลูกหลานถูกผูกขาด หรือการเมืองที่เป็นของประชาชน เศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย และโอกาสที่เท่าเทียมกันของทุกคน อนาคตที่ดีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวผมเป็นคนกำหนด มันอยู่ที่ตัวคุณทุกคนจะเป็นคนกำหนด”
แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน กล่าวทิ้งท้าย

